Review ArtVise Education
เมื่อไม่รู้ก็ต้องถามผู้รู้ … ขอบคุณพี่เม Artvise Education ที่เปรียบเสมือนไกด์แนะนำทางค่ะ ขอบคุณค่ะ
Klawkanlayaphon Sawatmongkhonkul
– วาวี –
สารบัญเนื้อหา
กดข้ามเนื้อหาไปยังหัวข้อที่สนใจได้ตรงนี้นะคะ
Master of Arts in Interior Design
หลักสูตรปริญญาโท สาขา Interior Design นี้ เป็นหลักสูตรเรียน 2 ปี เหมาะกับนักศึกษาที่ต้องการเรียนเจาะลึก ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ เมื่อเรียนจบยังได้วุฒิปริญญาโท 120 หน่วยกิต ที่สามารถทำงานราชการ หรือเรียนต่อปริญญาเอกได้ด้วยค่ะ
ปัจจุบัน Interior Design มีบทบาทสำคัญอย่างมาก และเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะอย่างมืออาชีพ ในโปรแกรมนี้นักศึกษาจะได้ทดลองทำโปรเจคที่หลากหลาย ผ่านการเรียนรู้หลายรูปแบบ ผสมผสานนวัตกรรม และวัฒนธรรม ที่สอนโดยอาจารย์ ดีไซเนอร์ และผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
MAIN SUBJECTS (Year 1)
- Interior design 1
- Project methodology
- History of art Interior design 2
- Brand design
- History of design
MAIN SUBJECTS (Year 2)
- Interior design 3
- Exhibition design
- Light design
- Design management
- Interior design 4
- Research lab Art direction
และก่อนเรียนจบ นักศึกษาจะได้ฝึกงานกับบริษัทชั้นนำอีกด้วย
*สำหรับนักศึกษาสถาบัน NABA เมื่อเรียนจบ สามารถต่อ VISA ได้อีก 1 ปี เพื่อทำงาน
ทำความรู้จักกับศิษย์เก่า ซักนิดนึงค่ะ
สวัสดีค่ะ ชื่อ วาวี หรือมะเหมี่ยว เรียนจบ ป.ตรี ออกแบบตกแต่งภายใน ได้ประกวดชิงทุนการศึกษา เพื่อเรียนต่อระดับปริญญาโท Interior design ที่ สถาบัน NABA Nuova Accademia di Belle Arti, Milano ใจกลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี
ปัจจุบันทำหลายอย่าง Design Studio, Curtain Factory & Interior Materials Supplier and Community Arts Center และเป็นอาจารย์ประจำ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรค่ะ
credit photo: Klawkanlayaphon Sawatmongkhonkul
– NABA :: International Academy of Art and Design –
NABA
International Academy of Art & Design
ภาพรวมของคอร์ส Interior Design เป็นยังไงบ้างคะ ?
หลักสูตร ป.โท ที่นี่ จะเรียนรวมระยะเวลา ประมาณ 2 ปี โดยในหนึ่งปีครึ่ง จะแบ่งเป็น Coursework และทำ Thesis อีกประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งในช่วง Coursework ที่นี่ก็จะเป็นงานโปรเจคต่างๆ ที่คล้ายสมัยตอนเรียน ป.ตรี ที่ไทย โดยเรียน ตั้งแต่ จันทร์ ถึงเสาร์ ในช่วงเทอมแรก พอเทอมหลังๆ ก็จะเรียน ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่ชั่วโมงเรียนในแต่ละวัน ก็เรียกได้ว่า ตั้งแต่เช้า ถึง เย็น ซึ่งเมื่อมองภาพรวมแล้ว ถือว่าที่นี่เรียนเยอะ จำนวนงานก็เยอะพอสมควร
ได้เรียนกับอาจารย์ หรือ ศิลปินคนไหน ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษมั้ยคะ ?
อาจารย์ที่นี่ส่วนใหญ่โดยพื้นฐานก็จะเป็นดีไซเนอร์กันอยู่แล้ว และมาจากหลากหลายวงการซึ่งไม่จำเพาะว่าจะต้องเป็นสาย Interior อย่างเดียว
แต่ละคนก็จะมีผลงานที่คิดว่าคนในวงการออกแบบน่าจะเคยผ่านหูผ่านตามากันบ้าง แต่ถ้าถามว่าใครชื่ออะไรก็จะจำไม่ค่อยได้ กลับกันโดยส่วนตัวแล้วมักจะจดจำ อาจารย์ที่สามารถพัฒนาศักยภาพในตัวเราได้มากกว่า เพราะคิดว่านี่คืออาจารย์ที่แท้จริง
credit photo: Klawkanlayaphon Sawatmongkhonkul
การเรียนการสอนของหลักสูตร
ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนว่า อาจมีข้อความ หรือแนวคิดที่ไม่ถูกใจ ไม่ตรงตามความคิดเห็นของผู้อ่าน
ในเทอมแรก ขั้นตอนการทำโปรเจค โดยส่วนมากจะเป็นงานเดี่ยว และสโคปของงานจะไม่ค่อยใหญ่มาก ซึ่งเป็นการอยู่ในช่วงปรับพื้นฐานของนักเรียนในห้อง ที่มีความแตกต่างกันทั้งทางสายที่เรียนมา สายงานที่ทำมา รวมถึงความต่างในเรื่องของ ภาษา เชื้อชาติ และอายุของนักเรียน ที่มีตั้งแต่เด็กเพิ่งจบ ปริญญาตรี ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ทำงานมาแล้วหลายปี หรือจบปริญญามาหลายใบก็มี
credit photo: Klawkanlayaphon Sawatmongkhonkul
ซึ่งนักเรียนที่นี่ ไม่จำเป็นต้องจบตรงสายมาอย่างเดียว ในคลาสเรียนอาจจะได้เจอกับ วิศวกรชำนาญการ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ ซึ่งคลาสที่เราเรียนมีประมาณ 60 คน ซึ่งทุกคนจริงจังกับการเรียนมาก บรรยากาศภายในห้องจึงมีการแข่งขันกันระดับนึง
การตัดเกรดมีทั้งการอิงเกณฑ์ และอิงกลุ่ม ซึ่งตัวเราเองเข้ามาเรียนที่ สถาบัน NABA ใจกลางเมืองมิลาน ได้ก็เพราะว่า ได้ทุนการศึกษาอันดับหนึ่งจากทางสถาบัน ซึ่งเป็นทุนส่วนลดค่าเล่าเรียน 60% เราออกเองอีก 40% กับค่ากิน-อยู่ ซึ่งกฎเกณฑ์ของนักเรียนที่ได้ทุน ต้องรักษาระดับมาตรฐานของผลการเรียน ไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ ก็ถือเป็นจำนวนเงินที่เยอะสำหรับเรา จึงตัดสินใจกู้เงินมาเรียนต่อเอง และในระหว่างเรียนก็ต้องรับงานนอก กับ Studio ที่นั่น ควบคู่ไปด้วย เพราะเรามองว่าการศึกษา และประสบการณ์ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
ความกดดันมาจากหลายทิศทางมาก ทั้งเราต้องรักษามาตรฐานการเรียน ทั้งการแบ่งเวลาทำงานนอก ทั้งในห้องเรียนที่มีการแข่งขันกัน โดยที่เราได้เจอกับรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์สูงกว่าเรา แตกต่างจากตอนเรียน ป.ตรี อย่างมาก แต่ถ้ามองอีกมุมก็ถือว่านี่ คือสิ่งที่ท้าทายสำหรับเรามาก
ต่อมาเมื่อเข้าสู่เทอม 2 จะกลายเป็นงานกลุ่ม 3-6 คน โดยให้นักเรียนเลือกจับกลุ่มกันเองได้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ในบางโปรเจคจะขออาจารย์ทำงานคนเดียว หลายคนอาจจะมองว่าอาจทำให้ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม แต่ส่วนตัวกลับมองสิ่งที่จะได้มา คือเรื่องสกิลการทำงาน ที่เต็มเปี่ยม รวมไปถึงการวางแผนในทุกๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องเวลา ที่เราต้องจัดสรร ให้สัมพันธ์กับเสกลของงาน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Feedback จากอาจารย์ที่ได้รับกลับมา มันจะเป็นตัวบ่งบอกถึงการทำงานของเราที่แท้จริง ทำให้ตัวเราได้คำตอบตรงนี้ อย่างไม่คาใจ และเรามาที่นี่เพื่อการเพิ่มพูนสกิลในสายงานของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
credit photo: Klawkanlayaphon Sawatmongkhonkul
ฝากเล่าถึง การทำโปรเจคร่วมกับแบรนด์ที่ประทับใจค่ะ
โดยปกติแล้ว Workshop แทบจะทุกงาน จะทำร่วมกับแบรนด์ หรือองคก์รต่างๆ ซึ่งจะมีคนจากองค์กรนั้นๆ เข้ามาร่วมดู หรือตรวจโปรเจคด้วย อย่างเช่นล่าสดุก็มาจากทาง บริษัท Mitsubishi Electric ให้ร่วมประกวดออกแบบบูทที่จะนำไป สร้างจริงในงานแสดงสินค้าในปี 2020 นี้ค่ะ
credit photo: Klawkanlayaphon Sawatmongkhonkul
Atmosphere
Students: Amira Mansor, Changlong Qian, Klawkanlayaphon Sawatmongkhonkul, Robin Yayla, Yanying Zhong.
Award: Special Mention.
credit photo: http://c-park.it/node/575
สรุป การไปเรียน ป.โท เราได้อะไรกลับมาบ้างคะ ?
โดยส่วนตัวนี่คือ ประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากที่สุด ไม่ใช่แค่การเพิ่มสกิลทางสายงาน หากแต่เป็นวุฒิภาวะ ที่ทำให้เราโตขึ้นมาก การตระหนักย้ำคิด ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ จากเคยเป็นคนที่มองหาแต่เส้นชัยกลับมาสนใจเรื่องราวในระหว่างทาง จากคนที่ใช้คำว่าต้องทำ ก็กลายเป็นคำว่าอยากทำ ก็อยากแนะนำให้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเอง ถึงจะเข้าใจค่ะ
ขอบคุณ อาจารย์วี สำหรับ บทสัมภาษณ์
ติดตามผลงานอื่นๆ ได้ที่ www.vaveee.com
Facebook: vi vavee
สนใจเรียนต่อ ปริญญาโท สาขา Interior Design
สถาบัน NABA, Milan Italy
ปรึกษาเราได้เลยนะคะ แนะนำโดยศิษย์เก่าจากทางสถาบัน ละเอียดทุกขั้นตอน บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย








