Review
ArtVise ขอบคุณพี่ฐามากๆ สำหรับข้อมูลที่แชร์มา ได้รู้จักกับฐาตั้งแต่ตอนไปเรียนด้วยกันที่มิลาน และเห็นการเติบโต ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆค่ะ
ทีมงาน ArtVise Education
สารบัญเนื้อหา
- แนะนำตัวศิษย์เก่า
- ทำไมถึงเลือกเรียนที่ Domus Academy
- ตอนเรียน Fashion Management ประทับใจอะไร
- ค้นพบตัวเองอีกครั้ง จนเปลี่ยนไปเรียน Visual Brand Design
- ตอนเรียน Visual Brand Design ได้ทำโปรเจคกับใครบ้าง
- ฝึกงานจำเป็นต้องได้ภาษาอิตาเลียนมั้ย
- โอกาสทำงานที่มิลาน หลังเรียนจบ
- บรรยากาศการทำงานที่อิตาลี ต่างจากไทยอย่างไร
- ชีวิตความเป็นอยู่ในอิตาลีเป็นอย่างไรบ้าง
- ฝากแชร์วิธีการเตรียมตัว สำหรับน้องๆที่อยากไปหางานทำที่ยุโรป
- สรุป
Visual Brand Design
ArtVise ได้รับเกียรติจากศิษย์เก่า Domus Academy “พี่ฐา” ที่อยู่อิตาลีมาตั้งแต่ปี 2011 ทำงานเป็นนักออกแบบที่มิลานถึง 9 ปี และปัจจุบันทำงานเป็น Senior UX Designer อยู่ที่เบอร์ลิน
พี่ฐา ยังเป็นนักเรียนไทยคนแรก ที่เรียนหลักสูตร ป.โท ถึง 2 ใบ ที่ Domus Academy มาฟังกันว่า อะไรที่ทำให้ฐา ประทับใจคอร์สเรียน การเรียนการสอนที่นี่ จนลงเรียนถึง 2 คอร์ส
นอกจากนั้นพี่ฐา ยังแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ สำหรับน้องๆที่มีความตั้งใจ อยากไปทำงานเป็นนักออกแบบที่มิลาน หรือในยุโรป ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร !
แนะนำตัวศิษย์เก่า
ผมฐาปนา เรียกว่าพี่ฐา ก็ได้ ก่อนที่จะมาเรียนที่อิตาลี เรียนอยู่ที่ มศว. ประสานมิตร เอก Fashion Design แล้วก็ตอนนี้ Senior UX Designer ให้กับ Delivery Hero เป็นบริษัทอยู่ที่เบอร์ลิน ก่อนหน้านี้ก็ทำอยู่ Frog Design บริษัทออกแบบที่มิลาน อยู่ 7-8 ปี
Review Domus Academy
– TaPaNa –
ทำไมถึงเลือกเรียนที่ Domus Academy ?
เริ่มจากตอนแรกก็คือ อยากเรียนต่อ แต่ฐาเป็นคนที่ชอบทำงานที่เป็นโปรเจค เป็นชิ้นงาน เป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือสอบ เพราะฉะนั้นเราก็เริ่มหา มหาลัยที่แบบ เหมือนเป็นเรียนไปด้วยแล้วก็เป็น real case study ไปด้วยนะครับ
เราก็เริ่มมองหาสถาบัน ซึ่ง Domus ก็ตอบโจทย์ แล้วมันก็มีทุนเข้ามาพอดี ก็เลย ลองทุนนี้ดู แล้วปรากฎว่าได้ทุน ตอนปีแรกฐาเรียน Fashion Management เนื่องจากต่อยอดจากที่เรียนตอน ป.ตรี
DOMUS ACADEMY
The Most Visionary Postgraduate Design School
ประทับใจอะไรตอนเรียน Fashion Management บ้าง ?
ตอนเรียน Fashion Management ได้ทำทีสิสกับ Red Valentino คนที่มาตัดสินงานให้ เค้าเป็นผู้ช่วยให้กับ Red Valentino
Red Valentino จะเป็นแบรนด์ที่ target อ่อนกว่า Valentino
Valentino เหมือนจะ target คนที่แบบวัยทำงาน Red Valentino อาจจะแบบ young ลงมาหน่อย ก็ดี ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก
อย่างที่บอกว่าเรียน Domus 2 ปี ตอนที่เรียน Fashion Management พอเรียนจบ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่อ่ะ แต่ว่าเรายังชอบนะ เราชอบวิธีการเรียน การเป็นโปรเจค คืออาจารย์เค้าก็จะให้ Real Case Study ของแต่ละบริษัทมา ซึ่งในหนึ่งปีจะมี 5 เคส แต่ละเคสก็จะโฟกัสไปในแต่ละเรื่อง
เราก็จะได้ทดลองว่า โปรเจคที่เราทำ แนวคิดของเราเนี่ย ตอบโจทย์มั้ย มันใช้ได้จริงรึเปล่า คือมันไม่ใช่แค่ว่าเรียนอยู่ในคลาส อันนั้นคือทำให้เราชอบ และเราคิดว่าการเรียนที่ Domus Academy มันแตกต่างจากที่อื่น
*หมายเหตุ โจทย์ และบริษัทที่มาร่วม ทำ workshop จะเปลี่ยนแปลงตลอด ทุกปี ตัวอย่างบริษัทที่ยกมานั้น เป็นเพียงบริษัทบางส่วนที่ร่วมกับทาง Domus Academy*
ค้นพบตัวเองว่าอยากเรียน Visual Brand ได้ยังไง ?
เรียน Fashion Management ป.โท ปีแรก ที่ Domus แล้วก็ปรากฎว่า อย่างน้อยเราไม่ชอบแฟชั่น แต่เราเป็นคนที่ชอบ Branding คือเป็นคนที่ชอบ ทำอะไรที่ไม่ Sexy ให้มันดูดี ดูสวยขึ้นมา Product ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม คิดว่าเออ Branding ดีกว่า แล้วพอก็ได้คุยกับอาจารย์ ก็คือชอบ รู้สึกว่า เอ่ยชื่อนิดนึงให้เครดิต อาจารย์ Stefano
ตอนนั้นปี 2012 นี่คือ UX ยังไม่มีใครรู้จักเลย Iphone ยังเป็นรุ่น 3, 4 มั้ง แต่อาจารย์เค้าก็พูดขึ้นมาว่า เนี่ยแต่เราไม่ได้เรียนแค่ branding ที่เป็น Product นะ เราจะเรียน Digital Branding ด้วย เราก็เออ ดีอ่ะ น่าสนใจ ดูใหม่ดี
ตอนเรียน Visual Brand Design
ตอนเรียน Visual Brand ปีที่ 2 ได้ทำโปรเจคกับ Bastard เป็นแบรนด์ Sketchboard ครับ คอนเซ็ปเค้าให้ทำ ก็คือให้ลอง Rebrand ให้ลองสร้าง New Product Identity
แล้วก็มาเป็นนิตยสารแฟชั่น Glamour ให้คิดคอนเท้นต์ข้างใน ให้ทำคอนเท้นต์ในนิตยสารที่อ้างอิงเกี่ยวกับ Digital Trend ด้วย สมมติว่าถ้า นิตยสารมี Application เราจะ Push Brand ยังไงระหว่างความเป็น Typical และ Digital
เราได้ feedback จากคนที่เค้าทำงานนั้นจริงๆ อันนั้นที่ฐาคิดว่ามันสำคัญมาก ก็คือเหมือนกับ มันไม่ใช่แค่ว่าอาจารย์บอกว่าผ่านก็ผ่านใช่มั้ยครับ เค้าทำงานอยู่ในบริษัท เค้าก็รู้ว่า เอออันนี้มันโอเคนะ มันได้ อันนี้ไอเดียดี แต่อาจจะขายไม่ได้ อะไรอย่างนี้ มันจะ มีความ real ตรงนี้อยู่
ฝึกงานในมิลาน ต้องได้ภาษาอิตาเลียนมั้ย ?
ถ้าอยากจะเซฟนิดนึงรู้อิตาเลียนไว้ก็ดี เอาให้ฟังรู้เรื่อง เอาอังกฤษให้เป๊ะ เพราะส่วนใหญ่ คืออังกฤษต้องเป๊ะ แต่ว่าสื่อสารได้ ไม่ได้ถึงกับว่าแกรมม่าอะไรต้องเป๊ะ สื่อสารได้ เขียน email ได้
อีกอย่างนึงที่อยากจะฝากคือ การที่เราจบจากอิตาลี ไม่ได้หมายความว่าเรา สมัครงานได้แค่ในอิตาลี มีเพื่อน Domus พี่หลายคนมากที่จบอิตาลีปุ๊ป แล้วไปอยู่ Amsterdam ไปอยู่ Berlin ไปอยู่ เยอรมัน
แล้วคือถ้าเป็นที่เยอรมัน หรือยุโรปทางตอนเหนือ ภาษาถิ่น แทบไม่ต้องใช้เลย เพราะว่าเค้าพูดภาษาอังกฤษกัน แม้แต่ที่ฝึกงานเองก็ด้วยนะ คือเค้าไม่ได้บังคับให้ฝึกในอิตาลีนะ ก็คือเราสามารถหาที่ฝึกงานนอกเหนือในยุโรปได้
โอกาสทำงานในมิลาน หลังเรียนจบ ?
ฐาทำงานอยู่ Frog Design คือ Frog เป็นบริษัทออกแบบที่มีสาขาทั่วโลกถึง 16 สาขาด้วยกัน บริษัทนี้ทำเกี่ยวกับเรื่องของ Design Firm ก็คือออกแบบทุกสิ่งอย่าง ทำ Industrial Design ทำ Interaction ทำ Consulting Management รวมถึง Software Engineer ก็เรียกได้ว่า เป็นบริษัทใหญ่ที่มีความสำคัญ
ฐาได้ทำงานที่นี่ เพราะ Domus เค้าช่วยหาที่ฝึกงานให้ จริงๆอันนี้คือต้องยอมรับเลยว่าเป็นข้อดีจริงๆ ที่ทีม หาที่ฝึกงานเค้าเก่งมาก แต่ว่าเราก็ต้องหาเองด้วย แล้วก็อย่ารอให้ รร. หาที่ฝึกงานให้ ถ้าเรามีที่ไหนในใจ เตรียมพอร์ตไว้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้วก็สมัครไปนั่นแหละ ก็คือโอกาสที่จะได้อยู่ต่อ
ตอนเรียน Visual Brand เนี่ย Frog เค้ามาหาเด็กฝึกงานพอดี ตอนนั้นเนี่ย ปีฐา คือเค้าก็ดีลกับ Domus ว่า Frog ขอเป็นบริษัทแรกที่สัมภาษณ์เด็ก เค้าอยากเลือกก่อน Frog ก็จะมาเลือกเด็กไปทุกปี ก็ถือว่าเราโชคดีที่เราได้เริ่มต้นกับบริษัทที่ดี
บรรยากาศการทำงานที่อิตาลี ต่างจากไทยอย่างไรบ้าง ?
ส่วนตัวเลยที่ชอบมากๆคือ คนต่างชาติเค้าจะเคารพในเวลาของเรา เช่น หมายความว่า ถ้าในสัญญาจ้างเราเซ็นไปว่าทำงาน 8 ชั่วโมง ก็คือ 8 ชั่วโมง เราเข้างาน 8 โมง เราเข้างาน 10 โมง ถ้าเราทำเสร็จภายใน 8 ชั่วโมงของเรา เค้าก็จะไม่มานั่งจู้จี้จุกจิก อันนี้คือที่ฐาเห็นความต่าง
แล้วก็เรื่องความ flexible ของเวลาทำงาน การไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น เค้ามอบหมายงานให้เรา หลายครั้งมากที่เจ้านายถามว่าต้องการเวลาเท่าไหร่ พอเราบอก เค้าก็ให้เวลาเราตามนั้น อาจจะเช็คงานนิดหน่อยระหว่างทาง แล้วก็วันสุดท้ายก็คือเช็คงาน ส่ง Submit งาน เหมือนเค้าให้ freedom เรามากกว่า
อีกเรื่องที่ฐาคิดว่าสำคัญมากๆ คือเรื่อง Flat Hierarchy แก๊ประหว่างความเป็นเจ้านาย กับความเป็นลูกจ้าง ระหว่างความเป็น Manager กับความเป็น Junior Designer มันน้อยมากๆ แล้วถ้ายิ่งขึ้นไปทางเหนือของยุโรป คือมันน้อยลงไปอีกครับ มันทำให้เราประทับใจ ว่าถ้าวันนึงเราเป็นนายคน เราก็อยากที่จะมีความ Friendly เราก็อยากให้แบบเท่าเทียม Open Minded
การตั้งคำถาม การพูดก็สำคัญมากในการทำงานที่นี่ ตอนที่เราส่งงาน เราก็คาดหวังว่าเจ้านายจะเป็นคนพูด เหมือนเค้าจะเป็นคน Lead ความคิด ดีไซน์นี้ แต่เจ้านายกลับบอกว่า เค้าต้องคุม 3-4 โปรเจค เค้าไม่ได้มี Insight เท่าเรา มันต้องเป็นเราที่ต้องพูด
อันนี้มันแทรกไปใน Domus เพราะว่า Domus มันเรียนเป็นโปรเจค แล้วการที่เราเป็นคนพูดน้อยอ่ะ เพื่อนคนอื่นเค้าจะพูดแทนเรา ประมาณว่าแย่งพูด คะแนนเราก็จะได้น้อยกว่า อันนี้คือ carry ไปในที่ทำงานด้วย การที่เราพูดน้อยมันเหมือนกับ เราไม่มีความเห็นอ่ะ ในขณะที่เราทำงาน Consultant ลูกค้าเค้าจ่ายตังค์มาเพื่อที่จะฟังความเห็นของเรา
เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ Manager สอนฐาเลยว่า อย่าถ่อมตัวมากเกินไป เราทำงานนี้มา 4-5 ปีแล้ว Insight ของเรา การตั้งคำถามของเรา มันมีประโยชน์กับลูกค้าไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด การตั้งคำถาม การถาม การพูดมันทำให้เค้าได้คิด ได้ไตร่ตรอง บางทีการเติบโตในหน้าการงาน เราต้อง speak up เราต้องพูด เราต้อง present project
มาถึงชีวิตความเป็นอยู่ในอิตาลีบ้าง ?
ปัจจุบันเมื่อน้องๆเรียนจบ จะได้ VISA อยู่ต่อหางานที่อิตาลี ประมาณ 1 ปี
ตอนนี้ของฐาได้เป็น VISA Blue Card สำหรับคนที่มีงานทำแล้ว ถ้าบริษัทเค้ารับรองคือทุกอย่างง่ายมากถ้าบริษัทรับรอง ซึ่งอันนี้พี่ขอไม่พูดถึง เพราะถ้าน้องอยู่ตรงจุดนั้นแล้ว น้องก็ผ่านได้สบายๆ
สวัสดิการ ถ้าได้ทำงานจริงๆ พักร้อน 24 แล้วก็มีเค้าเรียกว่า Extra Hours พี่ฐาไม่แน่ใจนะว่า 24 หรือ 48 ชั่วโมง อันนี้คือเหมือนกับเวลาที่ พี่บอกว่า วันนี้มีช่างมาซ่อมไฟที่บ้าน ขอลางาน 4 ชั่วโมง / 4 ชั่วโมงนี้ จะไปคิดใน Extra Hours จะไม่ได้คิดในพักร้อน ก็คือเหมือนเค้าให้แยกไป แล้วก็ถ้าใช้ไม่หมด Extra Hours นี้ เอามารวบในพักร้อนได้
ถ้าใช้พักร้อนไม่หมดข้ามปี เราก็เลือกได้ว่า จะย้ายพักร้อนไปปีหน้า แต่มันมี limit นะ ทบได้ หรือจะให้บริษัทจ่ายเป็นเงิน ก็คือเค้าก็จะให้แปลงพักร้อนเป็นเงิน
สวัสดิการ หมอฟรี พอเราได้งานปุ๊ป เราก็จะไปทำ Tessera Sanitaria คือมันจะเป็นบัตรสวัสดิการ แต่ว่า อย่างที่หลายๆคนบ่นว่า หาหมอที่อิตาลี ที่ยุโรปยาก มันจะไม่ปุปปัป เท่าที่ไทย ที่ไทยก็คือ เข้าไปปุ๊ป มีตังค์จ่าย ก็ได้เจอหมอเลย
ฝากแชร์วิธีการเตรียมตัว สำหรับน้องๆที่อยากไปหางานทำที่ยุโรป ?
ถ้าน้องๆอยากอยู่ต่อ แนะนำเลยว่า เรื่องพอร์ตสำคัญมาก อย่ารอจนจะฝึกงานแล้วค่อยมาทำพอร์ต เตรียมพอร์ตให้ดีๆ น้องอยากทำสายงานไหน อย่าอายที่จะติดต่อพี่คนที่เค้าสามารถอยู่ต่อได้ และเค้าอยู่ในสายงานนั้น ให้เค้าช่วยรีวิวพอร์ตให้ เพราะว่ามุมมองการทำพอร์ต ของเราตอนอยู่ที่ไทย กับสิ่งที่ฝรั่งเค้าอยากจะมองมันแตกต่างกัน
ที่สำคัญทำ Online นะ pdf. มันก็ดีความยากง่ายในการเข้าถึง มันต่างกัน อันนี้พูดถึงคนที่ดูพอร์ตนะ พอ Online เราคลิ้กลิ้งค์ ดูได้เลย แต่พอมันเป็น pdf. เนี่ย ก็คือต้องโหลดเข้ามาในคอมพ์ เวลาจะแชร์ให้เพื่อนร่วมงาน มันลำบาก
อีกเรื่องคือ ที่ฝึกงาน picky นิดนึง ทำรีเสิชไว้ก่อนเลย ไม่ใช่ว่ามาเรียนอิตาลี ต้องฝึกงานในอิตาลี อิตาลีคือยุโรป อันนั้นคือข้อได้เปรียบ เพราะฉะนั้น ถ้าน้องมีโอกาส ส่งพอร์ตไปให้ทุกที่
สรุป ฝากอะไรถึงน้องๆนิดนึง
ถ้ามีโอกาสมาได้ พ่อแม่มีทุนทรัพย์ หรือน้องได้ทุน พี่อยากให้มานะ เพราะว่าหลายคนที่พี่รู้จัก ที่สุดท้ายแล้วเค้ารู้สึกว่าต่างประเทศ ไม่ใช่คำตอบ เค้าชอบอยู่ไทย และเชื่อว่าสุดท้ายแล้วเราตัดสินใจกลับไทย เราจะเป็น Better Version of Myself
สิ่งหนึ่งที่เราได้กลับไปคือ เลนส์ในการมองโลกที่เปลี่ยนไป และอันนั้นมันติดตัวเราไปตลอดชีวิต เหมือนตอนนี้ก็มีเพื่อนรุ่นพี่ฐา หลายๆคนที่เหมือนพอแก่แล้ว การฝึกงานที่มิลาน บางทีจะมี cap ว่าถ้าอายุเกิน 30 ฝึกไม่ได้แล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆยัง 20 มาได้อ่ะ รีบมา แล้วสุดท้ายแล้วเราจะรู้เองว่า เราอยากอยู่ที่ไหน เราก็เลือกได้ แล้วมันก็ไม่ใช่แค่ว่าไทยกับอิตาลี มันอาจจะเป็นที่อื่นในยุโรป และน้องก็มีอยู่ใน Profile ไว้แล้วว่า น้องเคยมาเรียนที่อิตาลี น้องเคยฝึกงานที่บริษัทนี้
ขอบคุณ คุณฐาปนา สำหรับ บทสัมภาษณ์
Follow Facebook: TaPaNa
สนใจเรียนต่อ ปริญญาโท สาขา Visual Brand Design / UX / UI
สถาบัน Domus Academy, Milan Italy
ปรึกษาเราได้เลยนะคะ แนะนำโดยศิษย์เก่าจากทางสถาบัน ละเอียดทุกขั้นตอน บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย



